กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ดำเนินโครงการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน ตั้งแต่ปี 2532 และมีคณะกรรมการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน และกรรมการจากกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐและเอกชน ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ในการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน 7 ยุทธศาสตร์ มีกลไกลการสร้างและบูรณาการทีมหมอครอบครัว(Family Care Team: FCT) เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง ระหว่างหมอครอบครัว หน่วยบริการปฐมภูมิและทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างเป็นทีมเดียวกัน และอาศัยกลไกการสนับสนุน (Supportive mechanism) เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน

การดำเนินงาน

มาตรการหลัก

นโยบายเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า (Universal Salt Iodization: USI) โดยบังคับให้เกลือบริโภคของคนและสัตว์ต้องเสริมไอโอดีน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้เกลือบริโภค ต้องมีปริมาณไอโอดีนไม่น้อยกว่า 30 มิลลิกรัมและไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัมและน้ำปลา น้ำเกลือปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนจากถั่วเหลืองต้องมีไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 2 และไม่มากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อผลิตภัณฑ์ 1 ลิตร นอกจากนี้ อย.สนับสนุนเครื่องผลิตเกลือเสริมไอโอดีน จำนวน 100 เครื่อง รวมทั้งพัฒนาและควบคุมคุณภาพการผลิตเกลือเสริมไอโอดีน

กรมอนามัย ได้พัฒนาศักยภาพชมรมผู้ประกอบการเกลือเสริมไอโอดีน ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ความสามารถการบริหารจัดการ กิจกรรมชมรมและกองทุนของชมรมฯ ให้มีประสิทธิภาพ

มาตรการเสริม

1. หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรมีความต้องการไอโอดีนมากกว่าบุคคลทั่วไป จึงมีนโยบายจ่ายยาเม็ดเสริมไอโอดีน เหล็ก และโฟลิก ให้หญิงตั้งครรภ์ทุกรายตลอดการตั้งครรภ์ และขณะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือน ตามสิทธิประโยชน์ของการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งองค์การเภสัชกรรมยืนยันสามารถผลิตยาดังกล่าวได้เพียงพอต่อความต้องการ

2.  การเสริมไอโอดีนในน้ำดื่ม ดำเนินการในพื้นที่ทุรกันดารที่ห่างไกลโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี